รายละเอียด: คำนำ
เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปีของการสถาปนาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รวบรวมผลงานอันทรงคุณค่าของกีรตยาจารย์... อาจารย์ผู้เป็นเกียรติแห่งคณะเศรษฐศาสตร์และแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน คณะเศรษฐศาสตร์มีอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องเป็นกีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ จำนวน 6 ท่าน คือ รองศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ จุนอนันตธรรม ศาสตราจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ ศาสตราจารย์ ดร.ปราณี ทินกร และรองศาสตราจารย์ ดร.ภาณุพงศ์ นิธิประภา ทุกท่านมีความเป็นครู มีผลงานทางวิชาการที่โดดเด่น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและวงการวิชาการสังคมศาสตร์ของไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีจุดยืนที่มั่นคง คือ “เศรษฐธรรม” เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เน้นการใช้ประโยชน์แห่งศาสตร์เพื่อความจริง ความถูกต้อง และความเป็นธรรม
ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวถึง “เศรษฐธรรม” หรือธรรมะทางเศรษฐกิจ ธรรมะทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือความเป็นธรรมซึ่งเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำหน้าที่นี้มาตลอด 60 ปี ผลงานของกีรตยาจารย์ทุกท่านเป็นประจักษ์พยานในความข้อนี้
บทความของรองศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ จุนอนันตธรรม กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2543 กล่าวถึงบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ในการแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า และประมาณการความสูญเสียทางการเงินจากการแทรกแซงดังกล่าว บทความชิ้นนี้จึงบันทึกประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของเหตุการณ์ และบทเรียนของการบริหารเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทย
ศาสตราจารย์ ดร.อภิชัย พันธเสน กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2545 ให้มุมมองเรื่องประชาธิปไตยกับการขจัดความยากจนจากจุดยืนของพุทธเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมองความยากจนว่ามีความหมายลึกซึ้งกว่าการไม่มีเงิน ความยากจนจึงมีความหมายใกล้เคียงกับความทุกข์ และความสุขที่แท้จริงคือการมีปัญญา การแก้ปัญหาความยากจนจึงต้องระดมทรัพยากรจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันทางศาสนา ปัญญาชน และปราชญ์ชาวบ้าน มิใช่เพื่อให้เกิดรายได้เพียงพอ แต่เพื่อให้เกิดทางสายกลางในการดำรงชีวิต สมดุลกับสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ และสร้างระบบทางเศรษฐกิจที่จะไม่ทำลายตัวมนุษย์เอง
ศาสตราจารย์ ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2547 ได้วิเคราะห์การใช้พลังงานกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในสองทศวรรษที่ผ่านมา บทวิเคราะห์ได้สรุปบทเรียนเรื่องการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ความเข้มข้นของการใช้พลังงาน และการใช้พลังงานในสาขาเศรษฐกิจต่างๆ ของไทย งานชิ้นนี้ชี้ว่า การใช้พลังงานตอบสนองต่อราคาอย่างสูง ผลจากการวิเคราะห์นำไปสู่การเสนอแนะแนวทางในการกำหนดนโยบายเพื่อความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.ปราณี ทินกร กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2550 ได้เปลี่ยนมุมมองการวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ โดยมองจากมุมของความทุกข์ แทนที่จะมองจากมุมของความสุขอย่างที่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ได้นำเสนออยู่ทั่วไป บทความนี้วิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะในด้านการเจริญเติบโต การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการจ้างงาน ว่าควรจะเป็นเช่นไร บทสรุปชี้ว่า นโยบายบางเรื่องยังส่งผลไม่ทั่วถึงผู้ทุกข์ยาก และนโยบายมหภาคที่มุ่งลดความทุกข์ในด้านหนึ่ง อาจสร้างความทุกข์ที่รุนแรงกว่าในอีกด้านหนึ่ง
ในขณะที่บทปาฐกถาของกีรตยาจารย์ท่านแรกของคณะเศรษฐศาสตร์เขียนขึ้นด้วยเกิดเหตุวิกฤเศรษฐกิจไทยปี 2540 บทปาฐกถาของกีรตยาจารย์ท่านล่าสุด มีที่มาจากเหตุวิกฤตเศรษฐกิจโลก ปี 2551-2552 ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.ภาณุพงศ์ นิธิประภา กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์ ประจำปี 2551 วิเคราะห์นโยบายการคลังเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ว่าจะสามารถก่อให้เกิดความยั่งยืนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้หรือไม่ มีนโยบายทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่ และผลกระทบของการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร บทปาฐกถาชี้ว่า ความสำเร็จของการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ที่การสร้างความเชื่อมั่น ซึ่งขึ้นอยู่กับวินัยทางการคลัง ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม ทั้งนี้ ผลกระทบสุดท้ายของการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจคือ ภาระภาษีที่จะกลับสู่ประชาชน
บทสรุปจากผลงานของกีรตยาจารย์ทั้ง 5 ท่านคือ ปัญหาเศรษฐกิจมิอาจจบสิ้น ปัญหาความทุกข์ ความยากจน และความผิดพลาด ยังคงวนเวียนอยู่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การหาทางออกควรยึดเป้าหมาย คือ ปัญญา ประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานอันทรงคุณค่าของกีรตยาจารย์ทุกท่าน นอกจากจะเป็นการจารึกประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยและแนวความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ไทยชั้นครูในช่วงเวลาหนึ่ง ยังเป็นตัวอย่างให้นักเศรษฐศาสตร์ไทยรุ่นหลังตระหนักถึงบทบาทในการรักษาและสืบทอด “เศรษฐธรรม” เพื่อให้เศรษฐศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ก่อประโยชน์แก่สังคมอย่างสร้างสรรค์ สืบค้นความเป็นจริงให้ปรากฏอย่างเป็นระบบ และชี้แนวทางเพื่อความถูกต้องและความเป็นธรรมในสังคมอย่างแท้จริง
ด้วยจิตคารวะ
รศ.ดร.ปัทมาวดี ซูซูกิ
คณบดี