รายละเอียด:
คำนิยมสมมุติ
หนังสือ วาณิช 60.5 เล่มนี้ เป็นเล่มต่อจาก วาณิช 60 ซึ่งชุดนี้มีสองเล่ม โดยผลงานทั้งหมดนั้นคัดสรรจากงานของคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร อิมเมจ ตั้งแต่เดือนมกราคม ปี ๒๕๔๑ จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๓ จัดเรียงตามลำดับเวลาที่ตีพิมพ์ในหน้านิตยสาร ผู้ที่ทำหน้าที่บรรณาธิการของหนังสือชุดนี้ คือ คุณนิภา เผ่าศรีเจริญ
ทำไมต้องเป็น วาณิช 60.5 นั่นน่ะสิ ผมเองก็สงสัย บรรณาธิการเธอตอบมาสั้นๆ ว่า ต้นฉบับดีๆ ของพี่เขายังเหลืออีกเยอะ จะทิ้งไปก็เสียดายเกรงว่าแฟนๆ นักอ่านของพี่เขาจะไม่ได้เสียสตางค์ จึงคิดว่าน่าจะรวมขึ้นมาอีกสักเล่มหนึ่งเพื่อให้เข้าชุดกัน และในเมื่อตัวเลข 60 ของเล่มที่แล้วนั้น หนูหมายถึง พี่วาณิชมีอายุครบหกสิบปี ส่วนตัวเลข 60.5 ในเล่มนี้นั้น คนที่หน้าตาฉลาดๆ อย่างพี่น่าจะเดาได้ว่าหมายถึงอะไร ครับ ก็เดาได้ถูกครับ เดาได้ว่าในเดือนมีนาคมที่หนังสือจะออกวางจำหน่ายนี้ พี่วาณิช ของผมจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็นหกสิบกิโลครึ่ง อ้วนขึ้นเยอะนะครับพี่ของเรา
สมมุตินะครับ สมมุติว่าผมไม่เคยรู้จักคุณพี่วาณิช จรุงกิจอนันต์ เป็นการส่วนตัวมาก่อน ผมเป็นเพียงผู้อ่านคนหนึ่งเหมือนกับท่านผู้อ่านที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่ และนะครับ และสมมุติว่าหนังสือ วาณิช 60.5 เล่มนี้ เป็นเล่มแรกที่ผมได้อ่านผลงานของเขา เมื่ออ่านแล้วผมรู้สึกอย่างไรต่อหนังสือเล่มนี้ โดยจะพูดตามความเห็นของผมเป็นส่วนตัว ไม่ขอพึ่งวิชาการด้านอักษรศาสตร์แต่อย่างใด เพราะจนปัญญา
คอลัมน์ที่คุณวาณิชเขียนให้นิตยสาร อิมเมจ นั้น จัดว่าเป็นคอลัมน์ที่ขายตัวนักเขียนเอง หมายถึงว่าจะเขียนอะไรก็ได้ นักเขียนเป็นผู้รับผิดชอบต่อคนอ่านของเขาเอง ซึ่งแตกต่างจากคอลัมน์ประเภทที่ทางบรรณาธิการกำหนดให้เขียน เช่น เรื่องการเมือง เรื่องดนตรี เรื่องทำอาหาร หรือเรื่องท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งแต่ละประเภทที่ว่านี้ถูกกำหนดมาตามนโยบายของหนังสือแต่ละฉบับ และนักเขียนก็มีหน้าที่ไปหาเรื่องเหล่านั้นมา
คอลัมน์ประเภทที่ว่านักเขียนจะเขียนอะไรก็ได้นี้ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ที่ว่าง่ายนั้น เพราะว่ามีหัวข้อให้เลือกเขียนได้ไม่จำกัด แม้แต่หมาของนักเขียนตายก็ยังหยิบมาเขียนได้ ที่ว่ายากก็คือ จะเขียนอย่างไรให้หมาตายเป็นเรื่องน่าอ่าน เป็นเรื่องที่ผู้อ่านชอบ หรือให้ข้อฉุกคิดบางอย่างกับผู้อ่าน ไม่ใช่ว่าอ่านแล้วได้แต่รำพึงอยู่ในใจว่า หมามึงตายแล้วมาเกี่ยวอะไรกับหนูคะ อย่างนี้ก็ถือว่าล้มเหลวในการประกอบอาชีพนี้ สมควรไปหาอาชีพอื่นทำ และการที่จะเขียนงานประเภทนี้ให้น่าอ่านน่าฟังได้ ต้องเป็นเรื่องของทักษะการเขียนที่แข็งแรงล้วนๆ ไม่มีฟลุค
สิ่งแรกที่อยากพูดถึงในงานชุดนี้ คือวิธีการเขียน งานเขียนชุดนี้เมื่อเราอ่านแล้วเหมือนเรากำลังฟังผู้เขียนเล่าเรื่องต่างๆ ให้เราฟัง ขณะเดียวกันที่เราฟังผู้เขียนเล่าเรื่องอยู่นั้น เราก็รู้จักตัวตนของผู้เขียนควบคู่ไปด้วย จะเห็นได้ว่าในหลายๆ หัวข้อที่ผู้เขียนหยิบมาเขียนนั้น ผู้เขียนจะสอดแทรกชีวิตส่วนตัวของตัวเองเข้ามาด้วย จนผู้อ่านเผลอคิดไปว่าผู้เขียนเป็นเพื่อนสนิทของเราคนหนึ่งที่รู้จักกันมานาน รู้ว่าสมัยเด็กเขามีชีวิตอย่างไร เป็นใครมาจากไหน เคยต่อยกับใคร เคยอกหักกี่หน รู้กระทั่งถึงชีวิตทุกวันนี้ของผู้เขียนอยู่กินอย่างไร มีลูกกี่คน นอกจากนั้นผู้เขียนยังบอกเราว่า เขาเป็นคนอย่างนี้ มีนิสัยอย่างนั้น มีความเห็นอย่างไรต่อเรื่องนี้ เขาบอกกับเราตรงๆ ข้อเขียนในชุดนี้ใช้วิธีการเล่าเรื่องแบบนั้น คือ เหมือนคุยกับเพื่อนด้วยวิธีง่ายๆ สบายๆ ไม่เคร่งเครียด ขณะที่เราอ่านเราจึงรู้สึกเหมือนได้ฟังเพื่อนสนิทของเราคุยให้เราฟัง
ส่วนประเด็นหัวข้อที่ว่านักเขียนสามารถหยิบอะไรมาเขียนก็ได้นั้น ดูเหมือนคุณวาณิชทำเช่นนั้นจริงๆ คือหยิบอะไรมาเขียนมั่วไปหมด บางครั้งไม่ใช่หัวข้อที่น่าสนใจก็นำมาเขียน เช่น “รูปถ่ายลายเซ็น” ฟังชื่อเรื่องแล้ว ผมถามตัวเองว่า ผมจะอยากรู้ไปทำไม แต่เมื่ออ่านแล้วก็เห็นว่าคุณวาณิชมีประเด็นในเรื่องนี้ และเรื่องทุกเรื่องในหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างนั้น คือมีประเด็นที่ชัดเจนในการที่จะหยิบเรื่องมาเขียน และประเด็นหรือความเห็นที่เขามีนั้น ค่อนข้างที่จะไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน เช่น เรื่อง “โนบรา” เป็นต้น ประเด็นหรือความเห็นที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านนี้ถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งในข้อเขียนชุดนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เราจะหาฟังได้ยากจากคนสติดีๆ (ฮา)
อีกสิ่งหนึ่งที่ปรากฏในงานชุดนี้ คือ อารมณ์ขันของผู้เขียน เรื่องนี้เอาตัวเราเป็นที่ตั้งนะครับ สมมุติว่า เรามีเพื่อนสองคน คนหนึ่งเจอกันทุกครั้งมีแต่เรื่องเครียดๆ มาคุยให้ฟังตลอด กับอีกคนหนึ่งเมื่อเจอกันแล้วมีเรื่องให้เราหัวเราะสบายใจ ถ้าให้เลือกเจอได้หนึ่งคน เราจะเลือกพบใครคงไม่ต้องเดา อารมณ์ขันนั้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนเรา งานเขียนก็เช่นเดียวกัน อารมณ์ขันเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของงานเขียนด้วย งานของคุณวาณิชชุดนี้มีลักษณะนั้น คือมีอารมณ์ขันแทรกอยู่ตลอด อ่านแล้วเบิกบานสบายใจ และเรื่องอารมณ์ขันนี้เป็นเรื่องที่ฝึกกันไม่ได้หรอกครับ เพราะเป็นเรื่องที่ติดมากับตัวผู้เขียนเอง โดยเฉพาะอารมณ์ขันที่ไม่เชยของคุณวาณิช
ประเด็นสุดท้ายที่ไม่ขอกล่าวถึง คือ ทักษะของการเขียนของคุณวาณิช จรุงกิจอนันต์ เพราะเท่าที่อ่านประวัติของนักเขียนคนนี้มา เราคงทราบกันดีว่าฝีไม้ลายมือของเขาเป็นอย่างไร และมิควรที่ผมจะไปก้าวก่ายกับทักษะด้านนี้ของเขาเป็นอันขาด
สิ่งที่ผมได้รับจากการอ่านข้อเขียนชุดนี้จบลง คือ อ่านเพลินครับ จบบทนี้ก็อยากอ่านบทต่อไปอีก อยากรู้ว่าบทต่อไปเขาจะพูดเรื่องอะไร อยากฟังทรรศนะที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านของเขา อยากรู้ว่าเขาจะมีมุขอะไรมาแหย่ให้เรายิ้มได้อีก เผลอตัวแผล็บเดียวก็จบชุดเสียแล้ว และนี่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่นักเขียนอาชีพต้องมีกันทุกคน คือสามารถทำให้คนอ่านของเขาวางหนังสือไม่ลงได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ถ้าท่านผู้อ่านหยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาอ่านก็คงรู้สึกเช่นเดียวกับผม คือวางไม่ลง ทางที่ดีผมขอแนะนำว่า อ่านไปหักใจไปครับ เก็บเอาไว้อ่านวันหลังบ้าง หนังสือดีๆ อย่างนี้อ่านวันละบทสองบทก็พอครับ
ชาติ กอบจิตติ
๘ มีนาคม ๒๕๕๓
ที่บ้าน
หมายเหตุบรรณาธิการ : “เวลาพิมพ์หนังสือครั้งแรก เราเรียกพิมพ์ครั้งที่ 1 เวลาพิมพ์ครั้งต่อไปแทนที่จะเป็นพิมพ์ครั้งที่ 2 แต่เรียกว่าครั้งที่ 1.5 ก็มันส์ดีนะ” นั่นคือที่มาให้สนุกนึกแผลงชื่อหนังสือเล่ม 2 ของพี่วาณิช -เล่มนี้ว่า วาณิช 60.5
ขอบคุณ ‘ผาด พาสิกรณ์’ สำหรับการสันดาปความคิิด (โดยไม่รู้ตัว)