รายละเอียด: ‘โลกาภิวัตน์’ และ ‘โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ’ จึงไม่ได้เป็นแค่ ‘ปรากฏการณ์’ ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ (Natural) ซึ่งผุดบังเกิดขึ้นด้วยตนเอง และมีความเป็นกลางในตัวของมันเอง (Neutral) หรือเป็นผลลัพธ์จากพฤติกรรมหรือปฏิสัมพันธ์ของหน่วยเศรษฐกิจย่อยๆ อย่างมิอาจบังคับทิศทางได้และมิอาจควบคุมได้ (Emerging Events) เพียงเท่านั้น แต่ในปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ มี ‘อุดมการณ์’ ทำงานอยู่เบื้องหลังด้วย ทั้งนี้ ‘อุดมการณ์’ เบื้องหลังมีส่วนในการค้ำยันสร้างความชอบธรรมและหนุนเสริมให้ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจคงอยู่ ขยายตัว และเข้มแข็งขึ้น ในขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นก็มีส่วนหนุนเสริมให้ ‘อุดมการณ์’ ดังกล่าวเข้มแข็งขึ้นตามไปด้วย การส่งผลกระทบระหว่างกันในลักษณะ Dialectic Determinism เช่นนี้จะดำเนินเรื่อยไปอย่างไม่หยุดนิ่ง และทำให้ปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและ ‘อุดมการณ์’ ดังกล่าวต่างก็เข้มแข็ง ขยายตัว เป็นที่ยอมรับ และส่งอิทธิพลเหนือหน่วยเศรษฐกิจต่างๆในสังคมเศรษฐกิจโลกมากขึ้นโดยลำดับ
ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจและ ‘อุดมการณ์’ ดังกล่าวเป็นแกนหลักที่ต้องทำความเข้าใจ หากต้องการศึกษาวิเคราะห์สภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและแก่นเนื้อหา (Essence) ของสังคมเศรษฐกิจโลกดัง ‘ที่เป็นอยู่’ ในปัจจุบัน รวมถึงการศึกษา ‘ที่มา’ (จากอดีต) และ ‘ที่ไป’ (สู่อนาคต) ของสังคมเศรษฐกิจโลก เนื่องเพราะความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นพื้นฐานที่ส่งผลกระทบต่อวิถีการผลิต (Mode of Production) ของสังคมเศรษฐกิจโลก ทั้งในแง่พลังการผลิต (Forces of Production) และรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของหน่วยเศรษฐกิจ (Social Relations of Production) วิถีทางผลิตส่งผลกระทบต่อโครงสร้างส่วนบน (Superstructure) ของสังคมเศรษฐกิจโลก เช่น ระบบกฎหมาย ระบบความเชื่อ ระบบการเมืองการปกครอง ระบบการศึกษา ระบบการกล่อมเกลาและผลิตสร้างคนสู่สังคม (Socialization) ฯลฯ อีกต่อหนึ่ง ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ที่กล่าวถึงทั้งหมดล้วนมีลักษณะ Dialectic Determinism ทั้งสิ้น
คำถามสำคัญก็คือ ‘อุดมการณ์’ ที่ทำงานอยู่ภายในปรากฏการณ์โลกาภิวัตน์คืออะไร? มีแก่นเนื้อหาอย่างไร?
คำตอบก็คือ ‘อุดมการณ์เสรีนิยมใหม่’ (Neoliberalism)