Film Japan: ซามูไรตกดิน / นรา รหัสสินค้า: 000175 ปกติ 250.00 บาท ราคาพิเศษ 210.00 บาท ประหยัด 40.00 บาท พิมพ์ครั้งแรก: ตุลาคม 2550 โดย: นรา
รายละเอียด: คำนิยำ (ทั้งนำและนิยม)
ผมควรจะเป็นคนที่ได้ดูหนังญี่ปุ่นเยอะกว่าคุณนรา (หรือ พี่จ้อย ของนวลนางทั้งหลาย) เพราะผมมักดัดจริตเสนอหน้าว่าสนอกสนใจในศิลปวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นหนักเป็นหนา ซ้ำยังเคยบอกใครต่อใครว่าชื่นชอบผู้กำกับเก่าๆ และเก๋าๆ ของญี่ปุ่น เช่น โอสุ ยาซุจิโร และเทชิกาฮาระ ฮิโรชิ (แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ผมไม่เคยชอบผลงานของยักษ์ใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ที่ชื่อคุโรซาวา อากิระ เลย สงสัยสมองของผมจะไม่สมประกอบ)
เท่านั้นไม่พอ ผมยังเคยมีโอกาสร่วมงานกับคนในแวดวงภาพยนตร์ญี่ปุ่นมาบ้าง
จากคุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้แม้แต่ตัวผมเองก็ต้องตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดผมจึงไม่ใช่คนเขียนหนังสือเล่มนี้
ดัดจริตสงสัยไปอย่างนั้น เพราะที่จริงผมรู้คำตอบอยู่แล้ว สาเหตุที่ผมไม่สามารถเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ ก็เพราะผมเป็นคนชอบดูหนังที่ดูหนังน้อยกว่าคนชอบดูหนังอย่างพี่จ้อย หรืออย่างคนที่เรียกตัวเอง (หรือคนอื่นให้เกียรติเรียกก็ได้) ว่าเป็น นักดูหนัง ความชอบดูหนังของผมขึ้นๆ ลงๆ อยู่กับเชื้อโรคบางชนิดในร่างกาย ที่บางวันก็กระตือรือล้นที่จะแสวงหาหนังมาดูเสียเหลือเกิน ในขณะที่บางวันกลับเบื่อหน่ายแกมรำคาญกับการดูหนัง จนแทบไม่อยากเห็นภาพเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น บางคืนผมสามารถนั่งดูหนังได้สามเรื่องติดกันก่อนนอน ในขณะที่บางคืนผมอยากไปเกิดใหม่ในโลกที่ไม่มีคำว่าหนัง ไม่มีงานเปิดตัวหนัง ไม่มีการฉายหนังรอบสื่อมวลชน และไม่มีการจัดอันดับสิบหนังในดวงใจ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ในบรรดาหนังญี่ปุ่นที่ผมเคยดู มีเรื่องที่ผมชอบจริงๆอยู่เพียงหยิบมือ (โอเค...อาจตรงความจริงมากกว่าถ้าจะบอกว่ามีประมาณสามสิบหยิบมือ) ซึ่งอาจสรุปคร่าวๆโดยยังไม่ผ่านการวินิจฉัยของจิตแพทย์ได้ว่า ผมไม่ค่อยชอบหนังญี่ปุ่นเอาสักเท่าไรด้วยซ้ำ
ในความรู้สึกของผม หนังญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ดูดี นั่นคือถ่ายภาพสวย มีความสดใสแบบธรรมชาติที่ผมชอบ แต่เมื่อดูไปสักพักจะเกิดอาการ กร่อย หรือ เลี่ยน บางครั้งเป็นเพราะบทที่น้ำเน่าเคล้าน้ำตาจนคนเย็นชาอย่างผมไม่อาจฝืนทนดูโดยไม่คันไข่ (เช่นเรื่อง Always ที่ผมเข้าใจว่าคนไทยจำนวนมากชื่นชอบ แต่ผมดูแล้วอยากกระโจนเข้าไปในจอ รื้อถอนฉากให้ล้มครืนทับตัวละครตายให้หมด เผื่อจะรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาบ้าง) บางทีเป็นเพราะเนื้อหาซ้ำซากและคาดเดาได้ทั้งแต่ต้นจนจบ (เช่นเรื่องประเภทรักแท้แต่ไม่สมหวัง) บางคราวเป็นเพราะบรรยากาศอึมครึมหรือจงใจให้เพี้ยนเพ้อจนอึดอัด ไม่สามารถปะติดปะต่อเป็นเรื่องราวครบถ้วน หรือบางหนก็เข้าข่ายหนังแนว น้อย นิ่ง เนิบ เนือย นาน เหนอะ แบบดูจบแล้วอดนึกไม่ได้ว่า เมื่อกี๊มันคืออะไรวะ (หรือ เวลาที่เสียไป ขอคืนได้ที่ไหนหนอ...ครับ บางคนอาจเคยคุ้นกับความรู้สึกเช่นนี้จากการอ่านงานเขียนของผม)
บอกตามตรง ก่อนจะตัดสินใจดูหนังญี่ปุ่น โดยเฉพาะหนังร่วมสมัย ผมมักต้องคิดหนักพอสมควร เพราะเท่าที่ประสบการณ์เสี้ยมสอนผมมา การดูหนังญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่คาดเดายากกว่าการดูหนังจากชาติอื่นๆ เรื่องที่จะดีก็สุดแสนประเสริฐล้ำเลิศเหนือคำพรรณนา เรื่องที่จะแย่ก็ย้วยหย่อนเยิ้มจนยากจะเยียวยา แม้นางเอกจะมีหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักน่าเอนดู (สะกดไม่ผิดครับ...น่าเอนดูจริงๆ) เพียงไร ก็ไม่อาจช่วยกอบกู้ตัวหนังไว้ได้เลย
ยุคนี้เป็นยุคที่หนังญี่ปุ่นกำลัง บูม ในประเทศญี่ปุ่น เช่นเดียวกับที่หนังเกาหลีทำรายได้ดีในประเทศตัวเอง และหนังไทยก็ดูเหมือนจะได้รับการสนับสนุนจากพ่อแม่พี่น้องอย่างอบอุ่น ไม่ทราบว่าสาเหตุเป็นเพราะหนังฮอลลีวูดน่าเบื่อลง หรือเพราะคุณภาพของหนังในประเทศเหล่านี้ดีขึ้น แต่เมื่อผมสอบถามคนวงในของอุตสาหกรรมหนังญี่ปุ่น ก็ได้คำตอบว่าสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะน่าตื่นเต้น กลับน่าเป็นห่วงมากกว่า เพราะค่ายหนังต่างพยายามกอบโกยจากช่วงน้ำขึ้นโดยการลงทุนสะเปะสะปะเรื่อยเปื่อย ไม่ว่าบทหนังจะน่าสนใจหรือมีความเป็นไปได้ว่าจะดีหรือไม่ ไม่ว่าผู้กำกับจะมีประสบการณ์มากน้อยเพียงไร ก็ขอให้มีสินค้าออกมาเยอะๆไว้ก่อน จึงมีคนได้ทำหนังกันง่ายๆ เร็วๆ เป็นจำนวนมาก ผลก็คือสภาวะ ฟองสบู่ ที่เต็มไปด้วยหนังด้อยคุณภาพ เขาบอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ฟองสบู่ก็จะแตกอย่างรุนแรงและฉับพลันทันที อาจสร้างความรู้สึกเผ็ดแสบขึ้นจมูกให้กับวงการภาพยนตร์ เหมือนโดนกรอกวาซาบิใส่ปากยังไงยังงั้น
ความเห็นเช่นนี้ยิ่งทำให้ผมหวาดผวากับการดูหนังญี่ปุ่นมากไปกว่าเดิม และอาจทำให้ความอยากดูยิ่งลดลงไปด้วย
แต่ผมเชื่อว่าคนที่ชอบดูหนังจริงๆอย่างพี่จ้อย (ในขณะที่ผมเป็นคนชอบดูหนังอย่างเฟกๆ) จะไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ที่ว่า และจะยังคงติดตามดูหนังญี่ปุ่นเพื่อมาเล่าให้เราฟังกันได้อย่างรื่นรมย์เช่นที่ผ่านมา
พี่จ้อยเขียนถึงหนังด้วย น้ำเสียง ที่ต่างไปจากการเขียนวิจารณ์แบบขึงขังจริงจัง หรือเน้นหนักด้านทฤษฎี แบบที่นักดูหนังพันธุ์ดุทั้งหลายชื่นชม พี่จ้อยเขียนแบบคน อยากเล่าให้ฟัง คล้ายมีเพื่อนผู้มีปัญญาฉลาดเฉลียวและชอบดูหนังตัวเป็นเกลียวอุตส่าห์นั่งเล่าว่าไปดูอะไรมาบ้าง แต่ละเรื่องมีข้อดีข้อด่าง หรือมีความน่าสนใจอย่างไร เล่าจบก็สามารถชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ เฮฮาพาเพลินต่อไปโดยไม่เคร่งเครียด ทำให้คนฟังไม่เกร็ง ไม่อึดอัด ไม่รู้สึกต่ำต้อยกว่าทางความรู้ และยิ่งไม่เกิดอาการหมั่นไส้หมั่นพุงแม้แต่น้อย
สำนวนของพี่จ้อยสะท้อนความเป็นคนรักหนังตัวจริง นั่นคือชอบดูเข้ากระดูกดำ ไม่ว่าของจะดีหรือห่วยก็มีอาการอยากดู เหมือนคนรักการฟังเพลงที่ฟังไปหมด ฟังด้วยความรู้สึก ฟังด้วยอารมณ์ ไม่ยึดติดกับมาตรฐานหรือคุณค่าอะไรมากจนเกินไป ผมนึกอิจฉาคนอย่างพี่จ้อยอยู่บ่อยๆ เพราะในเมื่อโลกนี้ยังมีหนัง มีดนตรี และมีหนังสือ (นอกจากจะรักการดูหนัง พี่จ้อยยังเป็นคนรักการอ่านมากกว่าผมอีกด้วย) พี่จ้อยก็มีความสุขใจเพียงพอได้โดยไม่ต้องโหยหาสิ่งใดอื่น (ยืนยันได้จากคำประกาศของพี่จ้อยเองว่า การอ่านดีกว่าการมีเซ็กซ์ ซึ่งน่าจะครอบคลุมไปถึงการดูหนัง)
และช่างเป็นบุญของพวกเราชาวคนชอบอ่าน (แต่ก็อาจจะชอบการมีเซ็กซ์พอๆกัน) เสียกระไร ที่พี่จ้อยไม่ได้เก็บความรื่นรมย์ไว้คนเดียว หากยังชอบรวบรวมความรู้สึกเกี่ยวกับหนังแต่ละเรื่องมานั่งเล่าให้เราฟังอยู่เสมอ
เมื่อได้อ่านงาน สั้นแต่เพลิน หรือ สั้นแต่ถี่ ของพี่จ้อยไปสักแค่สองสามเรื่อง เครื่องทำความอยากในตัวผมก็ชักจะเริ่มคะยั้นคะยอให้ไปหาหนังญี่ปุ่นมาดูเสียแล้ว คนที่ชอบอะไรจริงมักทำให้คนรอบข้างรู้สึกเช่นนี้
กรุณาจินตนาการถึงชายหนุ่มหัวกลมเกรียน ตาโตส่องประกายระยิบระยับ นั่งถือหนังสือของพี่จ้อยอยู่ที่โต๊ะข้างหน้าต่าง ดวงอาทิตย์ทอแสงสีส้มสดเหมือนหยดด้วยยาทิงเจอร์กำลังคล้อยลงต่ำกว่าหลังคาบ้านชนบท นกบินกลับรัง เด็กน้อยสองสามคนวิ่งว่อนพลางดึงสายป่านกระตุกว่าวสีสันสดใสให้ลอยคว้างกลางอากาศอยู่บนถนนเบื้องนอก เสียงกรุ๊งกริ๊งจากกระดิ่งจักรยานเฟสสันบ่งบอกว่าพี่สาวเพิ่งกลับมาจากตลาดพร้อมผักสดสำหรับอาหารมื้อเย็น เสียงประตูชั้นล่างเปิดออกเบาๆบ่งบอกว่าคุณตากำลังจะออกไปเดินยืดเส้นยืดสายเช่นที่ท่านทำเป็นประจำทุกเย็น แมวสีขาวกระโจนผ่านหน้าต่างโดยไม่มีเสียง เด็กหญิงคนหนึ่งถือก้านมะยมวิ่งไล่แมลงปออยู่ในจังหวัดถัดไป (โผล่มาทำไมน้อง) และเสียงหวูดรถไฟเปล่งรับความซาบซึ้งในใจเมื่อได้อ่านงานเขียนเกี่ยวกับหนังญี่ปุ่นของพี่จ้อยจบลง
อาริกาโตะ จ้อยซัง
น้ำตาไหล คุณยายวิ่งเข้ามาเฉดกบาลแล้วบอกให้ทำการบ้านเสียที
ปราบดา หยุ่น
กันยายน 2550
ไม่กี่พันเมตรจากร้านอาหารฟูจิหลายสาขา |